Sorry, you need to enable JavaScript to visit this website.
แชร์สิ่งนี้ บทความ
X
Baby cry

รู้จักอาการโคลิค เพื่อเข้าใจและรับมือเมื่อลูกน้อยเป็นโคลิคอย่างถูกวิธี

 

ลูกร้องไห้เป็นเวลานานทำอย่างไรดี? เช็กสัญญาณเตือนอาการโคลิคในทารกวัยแรกเกิด พร้อมวิธีรับมือลูกน้อยเป็นโคลิค เพื่อลูกแฮปปี้

วันพฤหัส, มีนาคม 8th, 2018

โคลิค หรือ อาการร้องไห้โยเยติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ทราบสาเหตุ พบได้บ่อยในเด็กแรกเกิดตั้งแต่อายุ 3 สัปดาห์จนถึงวัย 3 เดือน ซึ่งอาการร้องไห้มักเกิดขึ้นซ้ำๆ และบางรายอาจจะร้องในเวลาเดียวกันในทุกๆวัน สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากอาการปวดท้อง หรือไม่สบายท้องของเด็ก ถึงแม้อาการโคลิคในทารกแรกเกิดจะไม่มีอันตรายและหายไปเองได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรเข้าใจสาเหตุ และรู้จักวิธีรับมืออาการโคลิค เพื่อให้ลูก พ่อแม่ และครอบครัวแฮปปี้มากขึ้น

สาเหตุของอาการโคลิค

อาการโคลิคเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น
✔ การเจริญเติบโตไม่เต็มที่ของระบบประสาทและระบบย่อยอาหาร
✔ การที่ทารกรับรู้ถึงความกังวลของคุณพ่อคุณแม่
✔ การกินนมมากเกินไป
✔ อาการภูมิแพ้เทียมที่เกิดจากการกินนมผงสำหรับเด็กทารก หรือการเปลี่ยนชนิดนมผงบ่อยเกินไป

อาการโคลิค คืออะไร?

อาการโคลิค คือ อาการร้องไห้อย่างหนักโดยไม่ทราบสาเหตุ ลูกจะร้องไห้กระวนกระวาย (ไม่ยอมหยุดดิ้น) และผายลมควบคู่กัน มักร้องไห้ในช่วงเวลาเดิมๆ เป็นประจำ โดยเฉพาะเวลาเย็นหรือค่ำ โดยร้องยาวนานกว่าปกติ จากข้อมูลทางสถิติพบว่า เกือบ 20% ของเด็กทารกที่มีอายุระหว่าง 2 สัปดาห์ถึง 3-4 เดือน ซึ่งทั้งในกลุ่มเด็กที่ทานนมแม่และได้รับนมผงดัดแปลงมีอาการโคลิคได้เช่นกัน

คุณพ่อคุณแม่อาจะสับสนระหว่าง อาการโคลิค กับท้องร่วง เพราะเวลาทารกร้องปวดท้องโคลิกมักจะมีการอาการเกร็งหน้าท้องมากและเบ่งมาก ทำให้มีอาการถ่ายบ่อยในทารกบางราย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องแยกให้ออกระหว่าง อาการโคลิค กับท้องเสีย

Baby cry

เช็กสัญญาณทั่วไปของอาการโคลิค

สัญญาณทั่วไปของอาการโคลิคที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตลูกได้ด้วยตนเอง ได้แก่
✔ ลูกร้องไห้ตลอดวัน ร้องไห้นานกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน หรือร้องหลายครั้งในเวลากลางคืน โดยไม่ทราบสาเหตุ
✔ ลูกกรีดร้องเสียงแหลมโดยไม่ทราบสาเหตุ
✔ ลูกมีอาการหงุดหงิดกว่าปกติ
✔ ไม่สามารถปลอบหรือทำให้ลูกหยุดร้องได้

เมื่อลูกมีอาการโคลิค ควรดูแลอย่างไร?

เคล็ดลับง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่จะสามารถช่วยลูกได้ มีดังนี้
1. ถ้าเลี้ยงลูกด้วยนมแม่: คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีรสเผ็ด ผักพวกกะหล่ำปลี บร็อคโคลี่ กะหล่ำดาว และถั่วต่างๆ เพราะเป็นอาหารที่ทำให้ท้องอืด คุณแม่ควรให้ลูกดูดนมจากเต้าเพียงข้างเดียวในการให้นมแต่ละครั้ง เพื่อให้เขาได้รับ “น้ำนมเข้มข้น” โดยในน้ำนมแม่มีจุลินทรีย์ แอลอาร์ หรือ แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี (Lactobacilus reuteri)

จุลินทรีย์ แอลอาร์ตัวช่วยปรับจุลินทรีย์ในลำไส้ให้สมดุล ป้องกันอาการโคลิค

ในเด็กวัยทารกระบบการย่อยอาหารของลูกยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ทำให้เกิดการเสียดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการปวดท้อง ไม่สบายท้อง ทำให้เกิดการร้องไห้โยเย การเพิ่มจุลินทรีย์ แอลอาร์ หรือ แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี (Lactobacilus reuteri) เข้าไป จะช่วยปรับจุลินทรีย์ให้สมดุล ช่วยให้ระบบทางเดินอาหารของลูกน้อยแข็งแรงขึ้น และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ลดอาการ ลูกน้อยท้องผูก ลูกไม่ถ่าย ปวดท้องอีกด้วย
2. ถ้าเลี้ยงลูกด้วยนมขวด: ให้ลดปริมาณอากาศที่ถูกดูดเข้าไปทางจุกนมให้มากที่สุดโดยตั้งขวดให้นมในขวดท่วมหัวจุกนม หรือ ลองใช้ขวดนมที่ป้องกันการสำลักซึ่งช่วยลดการกลืนอากาศ พยายามช่วยให้ลูกเรอออกมา ไม่เปลี่ยนสูตรนมผงโดยไม่ได้ขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ และตรวจดูให้แน่ใจว่าคุณชงนมโดยใช้นมผงและน้ำในสัดส่วนที่ถูกต้อง
3. นวดบริเวณท้องของลูกเบาๆ ในทิศทางตามเข็มนาฬิกา จากขวาล่างขึ้นไปชายโครงขวา ผ่านหน้าท้องด้านบนไปทางชายโครงซ้าย วกลงล่างมาที่หน้าท้องด้านล่างซึ่งเป็นตำแหน่งของลำไส้ใหญ่ ลำไส้ใหญ่จะได้เคลื่อนบีบตัวดันให้อุจจาระลงมาทางทวารหนัก
4. วางขวดน้ำร้อนหรือเยลอุ่นที่หุ้มผ้าไว้แล้วลงบนท้องลูก หรือนำลูกลงแช่ในอ่างน้ำอุ่นที่มีระดับน้ำสูงประมาณ 5 เซนติเมตร ความร้อนจะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดีเยี่ยม
5. ใช้เป้อุ้มเด็ก หรือผ้าอุ้มเด็กให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพราะการที่ตัวลูกอยู่ตั้งฉากกับพื้นจะช่วยคลายความเจ็บปวดให้กับลูก จากสถิติพบว่า ทารกในหลายประเทศไม่เป็นโคลิค เนื่องจากมีการอุ้มเด็กเกือบตลอดทั้งวัน
6. การดูดช่วยบรรเทาอาการปวดท้องได้ และทารกอาจต้องการดูดนมตลอดเวลา แต่วิธีนี้อาจเกิดความเสี่ยง คือการได้รับนมมากเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้อง ซึ่งจะกลายเป็นวงจรให้เกิดอาการโคลิคได้

หากลูกมีอาการโคลิคตามที่กล่าวมาแล้วนั้น เพื่อคลายความกังวล แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ปรึกษาแพทย์เพื่อจะได้สร้างความมั่นใจและยืนยันได้ว่าลูกเป็นโคลิคจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สบายใจได้คือ อาการโคลิคไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของลูก เมื่อหยุดร้องแล้วลูกกลับเป็นปกติ และอาการโคลิคจะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก็หายไปเอง

อ่านเพิ่มเติม

เข้าร่วมคลับสำหรับคุณแม่ 1000 วันแรก

รับคำแนะนำและแนวทางด้านโภชนาการสำหรับคุณแม่ และการดูแลลูกน้อยทุกช่วงวัย เพียงคลิกเข้าร่วมคลับ

  • nestle mom & me อาหารสำหรับคนท้องสาระน่ารู้ช่วงตั้งครรภ์ และการดูแลลูกน้อย
  • nestle mom & me ปรึกษาเนสท์เล่เรื่องลูกพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้บริการ 24 ชม.
  • nestle mom & me ของฟรีคุณแม่ตั้งครรภ์ ของแจกรอรับข้อเสนอดีๆ อีกมากมายจากเรา

Let's start this!

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง