MyFeed Personalized Content
แนะนำเคล็ดลับดูแลครรภ์ สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์มือใหม่
บทความ
Add this post to favorites

วิธีการคลอดลูก 3 วิธี มีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร

สิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มักมีคำถามคือ คลอดวิธีไหนดี? ซึ่งการคลอดลูกทั้งแบบคลอดปกติ ผ่าคลอด และคลอดในน้ำนั้นก็มีข้อดี ข้อเสีย และแพ็คเกจคลอดที่แตกต่างกัน

2นาที อ่าน มิ.ย. 12, 2018

ความแตกต่างของวิธีการคลอดลูก 3 วิธี


สิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มักจะกังวลคือ คลอดแบบไหนดีที่สุด ในปัจจุบันมีวิธีการคลอดให้เลือกหลายแบบ ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันให้คุณแม่ได้เลือกศึกษาได้ดังนี้  

 

เปรียบเทียบแพคเกจในการคลอดด้วยวิธีต่างๆ

 

1. คลอดลูกแบบธรรมชาติ 

 

การคลอดแบบธรรมชาติแม้จะเจ็บกว่าการที่คุณแม่ผ่าคลอด แต่มีข้อดีที่ลูกน้อยจะได้รับจุลินทรีย์สุขภาพที่มีอยู่ในช่องคลอดของคุณแม่ อีกทั้งการคลอดแบบธรรมชาติยังช่วยประหยัดค่าใช่จ่ายได้มากกว่าคุณแม่ผ่าคลอด รวมถึงคุณแม่จะฟื้นตัวได้เร็วกว่าการผ่าคลอด

 

ข้อดีของการคลอดธรรมชาติ 

• แผลหลังคลอดจะหายเร็วกว่าการผ่าคลอด และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย 
• มีค่าใช้จ่ายถูกที่สุด ประหยัดค่าใช้จ่าย 
• มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนต่ำ 

 

ข้อเสียของการคลอดธรรมชาติ 

• ต้องเผชิญกับอาการเจ็บท้องคลอด โดยเฉพาะหากทารกมีขนาดตัวใหญ่มาก ก็จะทำให้คุณแม่เจ็บท้องคลอดอย่างมากทีเดียว 
• ต้องรอให้ปากมดลูกเปิดพร้อมก่อน จึงจะสามารถทำคลอดได้

 

เปรียบเทียบแพคเกจในการคลอดด้วยวิธีต่างๆ

 

2. คลอดลูกด้วยการผ่าคลอด 

 

เป็นการคลอดลูกด้วยการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันก็กำลังได้รับความนิยมมากเช่นกัน โดยปกติแล้วการผ่าคลอดจะใช้กับคนที่มีปัญหาไม่สามารถคลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติได้ เช่น มีโรคประจำตัว ทารกอยู่ในท่าที่ไม่พร้อมสำหรับการคลอด หรือในกรณีที่ต้องผ่าคลอดแบบฉุกเฉิน

 

ข้อดีของการผ่าคลอด

• สามารถกำหนดเวลาคลอดได้

 

ข้อเสียของการผ่าคลอด

• ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
• ที่สำคัญจากการศึกษาพบว่า หากลูกน้อยออกมาดูโลกด้วยวิธีผ่าคลอด แทนวิธีคลอดตามธรรมชาตินั้น อาจทำให้เด็กผ่าคลอดพลาดโอกาสได้รับภูมิคุ้มกันตั้งต้นจากช่องคลอดตามธรรมชาติได้ จึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น
• ข้อมูลจากการวิจัยพบว่า เด็กผ่าคลอดจะไม่ได้รับจุลินทรีย์ที่ดีจากแม่ในขณะคลอดและมีโอกาสได้รับนมแม่ช้ากว่าทารกที่คลอดตามธรรมชาติ เพราะคุณแม่มีอาการเจ็บแผลหลังคลอดมากกว่า อีกทั้งอาการเจ็บยังยาวนานกว่าและฟื้นตัวได้ช้ากว่า จึงทำให้เด็กที่ผ่าคลอดมีการพัฒนาจุลินทรีย์ที่ดีในระบบทางเดินอาหารล่าช้ากว่า ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนาภูมิคุ้มกันที่ล่าช้ากว่าเด็กที่คลอดตามธรรมชาติ


เปรียบเทียบแพคเกจในการคลอดด้วยวิธีต่างๆ

 

3. คลอดลูกในน้ำ 

 

เป็นการคลอดลูกอีกหนึ่งวิธีที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็จัดอยู่ในการคลอดแบบธรรมชาตินั่นเอง เพียงแต่เปลี่ยนจากการคลอดบนเตียงมาเป็นการคลอดในน้ำแทน โดยการคลอดแบบนี้จะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร

 

ข้อดีของการคลอดในน้ำ 

• ลดอาการเจ็บท้องคลอด ช่วยให้คุณแม่รู้สึกสบายตัวในขณะคลอดลูกมากขึ้น โดยคุณแม่บางคนอาจไม่ต้องใช้ตัวช่วยอื่นในการคลอดเลยทีเดียว 
• การคลอดลูกในน้ำ จะช่วยกระตุ้นให้ปากมดลูกเปิดเร็ว และพร้อมสำหรับการคลอดมากกว่าการคลอดบนเตียง 
• ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวบริเวณฝีเย็บ คุณแม่บางคนจึงสามารถคลอดลูกได้โดยไม่ต้องตัดฝีเย็บ 

 

ข้อเสียของการคลอดในน้ำ 

• ต้องทำโดยทีมแพทย์ที่มีความชำนาญและเชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะมีข้อจำกัดหลายอย่าง
• เสี่ยงต่อการติดเชื้อทั้งคุณแม่และลูกน้อย หากน้ำที่ลงไปแช่ไม่สะอาดเพียงพอ 
• คุณแม่ต้องมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ จึงจะคลอดลูกในน้ำได้ 
 

สำหรับค่าใช้จ่ายในการคลอดลูกในน้ำ จะขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลแต่ละแห่งด้วย โดยปัจจุบันยังไม่ค่อยมีโรงพยาบาลที่ให้บริการคลอดลูกในน้ำมากนัก 
คุณแม่ควรจะเลือกคลอดด้วยวิธีไหนดีนั้น ควรปรึกษาคุณหมอที่ฝากครรภ์ เพื่อจะได้ทราบว่าตนเองเหมาะจะคลอดด้วยวิธีใดได้บ้าง แต่ทั้งนี้เมื่อถึงเวลาคลอด วิธีการคลอดอาจเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของหมอด้วยเช่นกัน 
 

นอกจากนี้ เรายังมีวิธีดูแลสุขภาพสำหรับคุณแม่ผ่าคลอด มาบอกกัน

 

การดูแลสุขภาพช่วงตั้งครรภ์สำหรับคุณแม่ผ่าคลอด เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี

 

1. คุณแม่ควรพักผ่อนให้เพียงพอในช่วงตั้งครรภ์ 
2. เลือกโภชนาการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน 
 โดยทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ อย่างสมดุล รวมถึงการเลือกอาหารที่มีส่วนผสมของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ที่ช่วยลดการติดเชื้อในทางเดินอาหาร
3. ดูแลความสะอาดและสุขอนามัยในระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงไปในที่ชุมชน ถ้าจำเป็น ให้อยู่ห่างจากคนอื่นราว ๆ 2 เมตร สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า การสวมหน้ากาก 2 ชั้นหรือผูกปมที่สายคล้องหู จะช่วยให้กระชับและป้องกันการติดเชื้อได้มากขึ้น ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยแอลกอฮอล์เจล หรือสบู่
4. ดูแลสุขภาพจิตใจและร่างกาย ด้วยการทำอารมณ์จิตใจให้แจ่มใส และหมั่นออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ด้วยเสมอว่ามีข้อห้ามในการออกกำลังกายหรือไม่
5. พบแพทย์เพื่อตรวจครรภ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับสุขภาพที่ดีของทารก
 

นมแม่ มหัศจรรย์แห่งภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ

 

นมแม่มีสารอาหารกว่า 200 ชนิด รวมทั้ง จุลินทรีย์สุขภาพหรือโพรไบโอติกส์ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญเพื่อภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง จุลินทรีย์สุขภาพ เช่น  LPR หนึ่งในจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ที่พบในนมแม่ สามารถถูกส่งผ่านจากคุณแม่สู่ลูกน้อยทางน้ำนมแม่ โดยจะช่วยปกป้องเยื่อบุลำไส้ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี ปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อ ระบบทางเดินอาหารก็ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้เต็มที่ ระบบภูมิคุ้มกันก็แข็งแกร่ง ร่างกายก็เติบโต แข็งแรงสมวัย การให้นมแม่สำหรับเด็กผ่าคลอด เรื่องสำคัญที่คุณแม่ต้องดูแลเป็นพิเศษ โดย

• โอบกอดลูกให้เร็วที่สุด
• อย่าเครียดเรื่องน้ำนมมากเกินไป
• ท่าให้นมลูก เช่น ท่าวางลูกแบบลูกฟุตบอลหรืออุ้มลูกจากด้านข้างจะช่วยหลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลได้ รวมทั้งการใช้หมอนก็ช่วยได้เช่นกัน
• ควรพยายามเอาลูกเข้าเต้าทุกครั้งที่มีโอกาส เพื่อกระตุ้นการผลิตน้ำนม


ดังนั้นหากคุณแม่จำเป็นต้องใช้วิธีผ่าคลอด และอยากให้ลูกน้อยแข็งแรงจึงควรดูแลสุขภาพตัวเองแต่เนิ่นๆ และควรให้นมแม่อย่างน้อยที่สุด 6 เดือนหรือนานที่สุดเท่าที่จะทำได้


หากคุณแม่มีคำถามเรื่องในเรื่องสุขภาพ โภชนาการตั้งครรภ์ และพัฒนาการลูกน้อย สามารถปรึกษาทีมพยาบาล และผู้เชียวชาญได้ที่ Mommy Bear Club ได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพียงสมัครสมาชิกฟรีที่ https://www.nestlemomandme.in.th/profile/register


Mommy Bear Club พร้อมให้การดูแลคุณแม่สมาชิกทุกท่าน สามารถติดต่อโทรหาเราได้ที่ 1162 กด 3 หรือ แชทกับเราผ่านทางเฟซบุ๊ค ได้ที่ Facebook Messenger: Mommy Bear Club  http://m.me/mommybearclub


เอกสารอ้างอิง
1. Lara-Villoslada F, et al. Br J Nutr. 2007 Oct;98 Suppl 1:S96-100.
2. Kort R, et al. Microb Cell Fact. 2015 Dec 8;14:195.
3. Capurso J. et al. J Clin Gastroenterol. 2019 Mar;53 Suppl 1:S1-S41.