Sorry, you need to enable JavaScript to visit this website.
แชร์สิ่งนี้ บทความ
X
“คลอดธรรมชาติ” และ “ผ่าตัดคลอด”

“คลอดธรรมชาติ” และ “ผ่าคลอด” ต่างกันอย่างไร คุณแม่ควรเลือกวิธีไหนดี?

 

เรียบเรียงโดย ศ.พญ.จรุงจิตร์ งามไพบูลย์

วันศุกร์, ตุลาคม 15th, 2021

สาเหตุที่คุณแม่หลายๆคนให้ความสำคัญกับวิธีการคลอด เพราะการคลอดคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมสุขภาพของลูกน้อย ก่อนจะถึงกำหนดคลอด คุณแม่ควรทำความเข้าใจข้อดีข้อเสียของการคลอดแต่ละวิธี เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับภาวะหลังคลอด และการดูแลสุขภาพของลูกน้อยอย่างดีที่สุด

การคลอดลูก ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของชีวิตสำหรับคุณแม่ทุกคน เป็นช่วงเวลาแสนมหัศจรรย์ที่ลูกน้อยจะได้ลืมตาดูโลก และมีชีวิตอยู่ภายนอกครรภ์ของคุณแม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิธีการคลอดนั้นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพทั้งลูกน้อยและคุณแม่เอง ดังนั้นเพื่อให้การคลอดครั้งนี้ของคุณแม่สมบูรณ์ที่สุด เรามาทำความเข้าใจกันว่า วิธีการคลอดแต่ละแบบนั้นแตกต่างกันอย่างไร

วิธีการคลอดแบ่งออกเป็น 2 วิธีหลักๆ ได้แก่

1. การคลอดธรรมชาติ

การคลอดธรรมชาติ หรือเรียกอีกอย่างว่า การคลอดผ่านทางช่องคลอด วิธีนี้ต้องรอให้คุณแม่เจ็บครรภ์คลอดแล้วมาโรงพยาบาลเพื่อรอปากมดลูกเปิดและคลอดธรรมชาติเอง วิธีการคลอดนี้มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย ซึ่งปัจจุบันยังคงแนะนำให้คลอดธรรมชาติก่อนหากทำได้ การคลอดธรรมชาตินี้เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ร่างกายแข็งแรง และมีภาวะครรภ์ปกติ

การคลอดธรรมชาติ

ข้อดีของการคลอดธรรมชาติ

• ร่างกายฟื้นตัวหลังคลอดเร็ว อ่อนเพลียหรือเหนื่อยน้อยกว่า
• ไม่มีแผลผ่าตัด ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด
• ส่วนมากเสียเลือดน้อยกว่า และเจ็บแผลน้อย
• คุณแม่สามารถให้นมลูกได้ทันที
• ไม่ค่อยเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนในการเจ็บครรภ์ครั้งต่อไป เช่น แผลมดลูกปริแตก
• ค่าใช้จ่ายในการทำคลอดไม่แพง
• ทารกจะได้รับจุลินทรีย์ที่ดี หรือโพรไบโอติกส์จากช่องคลอดคุณแม่ ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้ ป้องกันการติดเชื้อ และลดความเสี่ยงการเกิดภูมิแพ้ต่างๆ

ข้อเสียของการคลอดธรรมชาติ

• กำหนดวันเวลาคลอดไม่ได้ ใช้เวลาคลอดนาน จึงไม่สามารถวางแผนเตรียมตัวล่วงหน้าได้
• เจ็บปวดครรภ์มากเป็นระยะเวลานานขณะคลอด และเจ็บแผลเย็บหลังคลอด
• มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ต้องผ่าตัดฉุกเฉิน เช่น ปัญหาลูกคลอดยาก คลอดติดไหล่ อุ้งเชิงกรานคุณแม่เล็กกว่าตัวทารก
• มีโอกาสที่จะเกิดการฉีกขาด หรือการขยายตัวของปากมดลูก หรือช่องคลอด เนื้อเยื่อเชิงกรานคุณแม่อาจหย่อน ส่งผลต่อการปัสสาวะอุจจาระของคุณแม่ในอนาคตได้

2. คลอดธรรมชาติแบบคลอดในน้ำ

การคลอดธรรมชาติแบบคลอดในน้ำ เป็นการคลอดธรรมชาติเช่นกันเนื่องจากผ่านทางช่องคลอดคุณแม่ ปกติแล้วลูกน้อยในครรภ์จะลอยอยู่ในถุงน้ำคร่ำอยู่แล้ว การคลอดในน้ำจะทำให้ลูกน้อยแรกคลอดรู้สึกคล้ายกับอยู่ในท้องแม่ชั่วขณะหนึ่งก่อนที่จะมีการตัดสายสะดือ และเริ่มหายใจเองเมื่อลูกน้อยลอยพ้นขึ้นจากน้ำ การคลอดในน้ำนั้นไม่เหมาะกับแม่ที่เป็นโรคติดต่อ ติดเชื้อ มีภาวะครรภ์เป็นพิษ ครรภ์แฝด หรือมีประวัติคลอดก่อนกำหนด คลอดยาก เป็นต้น การคลอดในน้ำมีข้อดีข้อเสียดังต่อไปนี้

คลอดธรรมชาติแบบคลอดในน้ำ

ข้อดีของการคลอดธรรมชาติแบบคลอดในน้ำ

• มีส่วนช่วยให้คุณแม่เจ็บปวดจากการคลอดลดลงในคุณแม่ที่คลอดธรรมชาติในภาวะปกติ
• เป็นวิธีการคลอดที่ไม่มีการใช้ยา จึงไม่มีการส่งผ่านยาไปสู่ลูก

ข้อเสียของการคลอดธรรมชาติแบบคลอดในน้ำ

• เนื่องจากไม่มีการใช้ยาแก้ปวด หรือบล็อคหลัง คุณแม่อาจมีอาการเจ็บปวดมากได้
• เมื่อคุณแม่ลงไปแช่ในน้ำแล้วหากเจ็บท้องนานๆ การลงไปในน้ำก็ไม่สามารถช่วยทุเลาความเจ็บปวดได้ แตกต่างจากการคลอดปกติที่แพทย์สามารถให้ยาระงับปวดทางเส้นเลือด หรือไขสันหลังได้
• ไม่สามารถตรวจติดตามฟังเสียงหัวใจเด็กระหว่างการคลอดในน้ำได้ จึงเสี่ยงหากเด็กมีสายสะดือพันคอแล้วเกิดการขาดออกซิเจน
• ค่าใช้จ่ายสูง และมีบริการลักษณะนี้เพียงบางโรงพยาบาลเท่านั้น

3. การผ่าคลอด หรือ การผ่าตัดคลอด (C-section)

การผ่าคลอดเป็นการคลอดโดยการผ่าตัดให้ลูกออกมาทางหน้าท้อง การผ่าคลอดนี้มักเกิดขึ้นในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ในการผ่าคลอด เช่น มีภาวะรกเกาะต่ำ ครรภ์แฝด ลูกน้อยอยู่ในท่าก้นหรือไม่กลับหัว อุ้งเชิงกรานมารดาแคบ ปากมดลูกไม่เปิดหรือเปิดน้อย ทารกมีความผิดปกติที่ไม่สามารถคลอดเองได้  เคยผ่าตัดคลอดในครรภ์แรกมาแล้ว ทำให้ท้องสองเสี่ยงมดลูกแตกได้สูงถ้าปล่อยให้เจ็บครรภ์และมดลูกบีบรัดตัวนานๆ นอกจากนี้ยังมีการนัดผ่าคลอดเพื่อความสะดวกหรือถือฤกษ์ยามด้วย ข้อดีข้อเสียของการผ่าคลอด มีดังนี้

การผ่าคลอด หรือ การผ่าตัดคลอด

ข้อดีของการผ่าคลอด

• กำหนดเวลาคลอดได้ จึงสามารถวางแผนเตรียมตัวล่วงหน้าได้ ใช้เวลาผ่าตัดไม่นาน
• ไม่รู้สึกเจ็บปวดขณะคลอด
• เหมาะกับคุณแม่ที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
• สามารถทำหมันได้เลย
• ปลอดภัยมากขึ้น 

ข้อเสียของการผ่าคลอด

• อาจมีภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด และเสียเลือดมาก
• ส่วนใหญ่มักเจ็บแผลผ่าคลอดนาน อ่อนเพลียและเหนื่อยง่ายกว่า
• ไม่สามารถให้นมลูกได้ทันทีหลังคลอด
• ทารกมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภูมิแพ้ หรือป่วยง่ายกว่า เพราะไม่ได้รับจุลินทรีย์ที่ดีจากช่องคลอดของแม่
• มีค่าใช้จ่ายสูง

แล้วคุณแม่จะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกผ่าคลอดได้อย่างไร

การผ่าคลอด ส่งผลให้เด็กที่คลอดด้วยวิธีนี้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภูมิแพ้ และป่วยได้มากกว่าเด็กที่คลอดด้วยวิธีธรรมชาติถึง 30% เพราะไม่ได้รับจุลินทรีย์ที่ดีจากช่องคลอดคุณแม่ ดังนั้นคุณแม่จึงควรศึกษาวิธีดูแลเด็กผ่าคลอดรวมทั้งควรเร่งเสริมภูมิคุ้มกันด้วยการให้ลูกได้รับนมแม่ เพราะนมแม่มีสารอาหารกว่า 200 ชนิด ที่ช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สารอาหารสำคัญที่พบในนมแม่ ที่ช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น
จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ หรือโพรไบโอติกส์ สายพันธุ์ที่พบมากในน้ำนมแม่ เช่น สายพันธุ์ Bifidus BL หรือ B.lactis ซึ่งมีงานวิจัยว่าช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยได้ และยังเป็นสายพันธุ์ที่มีผลการวิจัยที่ได้รับการยอมรับอีกด้วย

การให้ลูกได้รับสารอาหารเหล่านี้จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้  โดยสังเกตได้จากทารกที่ได้รับนมแม่จะมีการเจ็บป่วยน้อยกว่า และมีภูมิคุ้มกันที่ดีกว่า  เมื่อลูกแข็งแรงก็พร้อมเรียนรู้สิ่งต่างๆ และมีพัฒนาการที่ดีสมวัย

โดยสรุปแล้ว การคลอดแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน คุณแม่ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนตัดสินใจเลือกว่าจะคลอดลูกวิธีไหน ควรปรึกษาคุณหมอล่วงหน้าเพื่อวางแผนการคลอด เพราะการคลอดที่มีคุณภาพส่งผลต่อสุขภาพและภูมิคุ้มกันตั้งต้นของลูกน้อยวัยแรกเกิด


เอกสารอ้างอิง 

1. Gueimonde M. et al. Neonatology. 2007;92(1):64-6. Epub 2007 Feb 23.
2. Lewis Z, et al. Microbiome (2015) 3:13 

อ่านเพิ่มเติม

เข้าร่วมคลับแม่หมี

คลับที่รวบรวม ข้อมูลโภชนาการ พัฒนาการ การดูแลลูกน้อย ตลอด 1,000 วันแรก

  • ข้อมูลโภชนาการ mommy bear clubรับข้อมูลโภชนาการ พัฒนาการ การดูแลลูกน้อย​
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ mommy bear clubปรึกษาพูดคุยกับทีมพยาบาล ผู้เชี่ยวชาญ ฟรี 24 ชม.​
  • สิทธิประโยชน์ mommy bear club สาระน่ารู้ และสิทธิประโยชน์ ส่งตรงผ่านไลน์

สมัครคลับแม่หมี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง