Sorry, you need to enable JavaScript to visit this website.
แชร์สิ่งนี้ บทความ
X
young little cute asian girl build a house

พัฒนาการด้านร่างกายและสมองของเด็ก 1-2 ปี

 

เพื่อพัฒนาการด้านร่างกายและสมองของเด็ก 1-2 ปีที่ดี คุณแม่ต้องให้ทานอาหารที่มีโภชนาการที่ถูกต้อง พร้อม 3 สารอาหารสำคัญเพื่อเสริมสร้าง 3 พัฒนาการหลักของลูก

จันทร์, มกราคม 29th, 2018

ช่วงอายุ 1-2 ปี เป็นช่วงสำคัญของเด็กๆ ที่จะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะ 3 พัฒนาการหลัก ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการทางด้านสมอง ด้านภูมิคุ้มกัน และการเจริญเติบโตได้สมวัยจะพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในแต่ละช่วงวัยของลูก จะมีพัฒนาการเจริญเติบโต และพฤติกรรมด้านต่างๆ ตามช่วงอายุที่เพิ่มขึ้น ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสำคัญ และใส่ใจกับโภชนาการสารอาหารของลูก เพื่อให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่สมบูรณ์ พร้อมร่างกายที่แข็งแรง และเจริญเติบโตสมวัย

พัฒนาการด้านร่างกายและสมองของเด็กอายุ 1-2 ปี

พัฒนาการด้านร่างกายเด็กอายุ 1-2 ปี

1.พัฒนาการของลูกช่วงอายุ 12-15 เดือน

ร่างกาย

ลูกจะสามารถยืนและเดินเองได้ รู้จักขีดเขียน สามารถถือสิ่งของขนาดพอดีมือ หรือถือช้อน และพยายามป้อนอาหารเข้าปากเอง เริ่มหยิบของออกจากภาชนะหรือกล่องได้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวังอันตราย จากการสำรวจหยิบจับสิ่งต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ

สติปัญญา

ลูกสามารถทำตามคำบอกง่าย ๆ เช่น ชี้อวัยวะ หรือรูปภาพ และเริ่มพูดคำที่มีความหมายได้ 1-3 คำ สามารถเข้าใจและแสดงออกได้ว่าไม่ต้องการ หรือไม่เห็นด้วยโดยการส่ายหน้า เด็กวัยนี้จะสามารถเรียกชื่อสิ่งของที่เห็นได้ เลียนแบบท่าทางต่าง ๆ เช่นไหว้ โบกมือลา หอมแก้ม โยกตัวตามจังหวะเพลง แสดงออกทางใบหน้า เช่น การทำหน้าบึ้ง เมื่อไม่พอใจ เป็นต้น

อารมณ์และสังคม

ลูกวัย 12-15 เดือน จะเล่นแบบต่างคนต่างเล่น พ่อแม่จึงควรค่อยๆ สอนให้ลูกรู้วิธีที่จะเล่นหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างเหมาะสม เช่น สอนให้ผลัดกันเล่นในเกม สอนการแบ่งปันทีละน้อยโดยอาจมีการแบ่งกันเล่นของเล่น เป็นต้น ลูกน้อยสามารถแสดงความรักกับของเล่นหรือกับบางคนที่พิเศษ มีความประหม่า เขินอายเมื่อพบคนแปลกหน้า ชอบเลียนแบบผู้อื่นเวลาเล่น ชอบเลียนเสียงต่างๆ ที่ได้ยิน

2. พัฒนาการของลูกช่วงอายุ 16-18 เดือน

ร่างกาย

ลูกน้อยสามารถเดินและวิ่งขึ้นบันไดได้ โดยก้าวเท้าขึ้นเมื่อผู้ใหญ่ช่วยจูง ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงต้องระวังความปลอดภัยบริเวณบันไดเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในช่วงนี้ ลูกน้อยยังสามารถวางของซ้อนกัน 2-3 ชิ้น เล่นหาของที่ซ่อนไว้ ถือถ้วยดื่มน้ำและนมด้วยตนเอง อาจหกเล็กน้อย เด็กวัยนี้ชอบฟังนิทาน และเล่นของจำลองต่างๆ เช่น ตึก รถ เป็นต้น

สติปัญญา

เด็กสามารถทำตามคำสั่งง่าย ๆ ได้ พูดเป็นคำๆ ที่มีความหมายได้ประมาณ 5 คำ ซึ่งลูกน้อยสามารถจดจำสมาชิกในครอบครัวได้ และจะแสดงความรู้สึกที่แตกต่างไปจากคนภายนอก เขาเริ่มเล่นกับคุณแม่ และมีความรู้สึกเป็นเจ้าของในของเล่นต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้นลูกจะเริ่มเรียนรู้ความแตกต่างของรูปทรง ไม่ว่าจะเป็นทรงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม เริ่มเรียนรู้กลิ่นต่างๆ ได้บ้าง รวมไปถึงชอบเลียนแบบและจดจำท่าทางผู้ใหญ่ โดยเฉพาะการเลียนแบบการทำงานบ้าน เป็นต้น ลูกน้อยสามารถหัวเราะ ปรบมือ เมื่อรู้สึกตื่นเต้น ร้องไห้เสียใจเมื่อเขาไม่ชอบบางอย่าง หรืออาจดื้อไม่ฟังคุณแม่ในบางครั้ง

อารมณ์และสังคม

พ่อแม่ควรให้เวลาเล่นกับลูก หากิจกรรมทำร่วมกันยามว่าง อาจจะเล่นให้ลูกทำตามคำบอก เช่น ให้เด็กเก็บของเล่นใส่กล่อง หาของเล่น หากล่องดินสอ หาดินสอสีเทียนสำหรับขีดเขียนเล่น หรือวัสดุเหลือใช้ให้ลูกฝึกเล่นวางซ้อนกัน รวมทั้งจัดที่กว้าง และปลอดภัยให้ลูกสำรวจ ปีนป่าย หรือวิ่งเล่นได้อย่างอิสระ

children playing at kindergarten

3. พัฒนาการของลูกช่วงอายุ 19-24 เดือน

ร่างกาย

ช่วงวัยนี้ ลูกน้อยค่อนข้างมีพัฒนาการด้านร่างกายที่ชัดขึ้น ความสูงของลูกจะเพิ่มมากขึ้น และการเคลื่อนไหวคล่องแคล่วขึ้น และมีการเคลื่อนไหวที่หลากหลาย เช่น กระโดดอยู่กับที่ เมื่อมีที่รองรับด้านหลัง ลูกน้อยสามารถเล่นฟุตบอล ปีนป่ายบนโต๊ะ หรือเล่นสิ่งที่ดูท้าทาย และเป็นเกมที่น่าตื่นเต้น คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความคล่องแคล่วในการเคลื่อนไหวร่างกาย และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีส่วนสำคัญในการช่วยส่งเสริมให้ลูกเติบโตสมวัย นั่นก็คืออาหารที่อุดมไปด้วย แคลเซี่ยม ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยในเรื่องการเสริมสร้างกระบวนการการเจริญเติบโต ทั้งร่างกาย กระดูก และฟันให้แข็งแรง 

 

สติปัญญา

เด็กๆ พูดคำที่มีความหมายอย่างน้อย 50-100 คำ และสามารถนำคำพูด 2 คำมาต่อกันเพื่อตอบโต้คุณพ่อคุณแม่ได้ แต่เมื่อลูกไม่พูด ก็ไม่ควรบังคับนะคะ คุณแม่ควรใช้วิธีอ่านหนังสือนิทานประกอบภาพ และใช้คำถามเกี่ยวกับเรื่องราวนั้นๆ เพื่อให้ลูกตอบ หรือ ร้องเพลงที่ใช้คำพูดง่ายๆ ให้ลูกฟังบ่อยๆ และมีท่าทางประกอบเพลง พร้อมเว้นวรรคให้ลูกร้องต่อ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยเสริมทักษะด้านภาษาและการสื่อสารให้ลูกได้ค่ะ ช่วงนี้คุณแม่ควรให้ลูกได้รับสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสมองอย่างต่อเนื่อง อย่าง ดีเอชเอ ที่ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง เพื่อเสริมสร้างสติปัญญาให้ลูกพร้อมเรียนรู้ด้วยนะคะ

อารมณ์และสังคม

ลูกชอบสังเกตและเลียนแบบคนรอบข้าง โดยเฉพาะผู้ใหญ่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องให้ความสนใจ และเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกน้อยเรียนรู้มารยาทที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น รวมไปถึงเขาเริ่มรู้จักการเข้าสังคม มีการแสดงออกทางด้านอารมณ์มากขึ้น เริ่มรู้จักอารมณ์โกรธ โมโห อิจฉา ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่บางครั้งลูกจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมา คุณพ่อคุณแม่จึงต้องสอนเขาให้เข้าใจ รู้จักใช้เหตุผล สามารถระงับอารมณ์ของตนเอง และมีความอดทน อดกลั้นได้ และที่สำคัญการที่ลูกมีสุขภาพดี แข็งแรง ก็ส่งผลต่ออารมณ์ของเขาเช่นกัน หากลูกป่วยบ่อย อาจทำให้เขามีอารมณ์หงุดหงิด งอแงได้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้กับร่างกายลูก เพียงให้เขาได้ทานอาหารครบ 5 หมู่ที่มีคุณค่าสารอาหารครบถ้วน แล้วเสริมด้วย LGG ที่เป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยให้เด็กๆ แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ทุกช่วงอายุของลูกต้องมีพัฒนาการทุกด้านที่สัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการด้านสมอง พัฒนาการด้านภูมิคุ้มกัน และพัฒนาการด้านร่างกาย คุณพ่อคุณแม่จึงควรให้ความสำคัญกับทั้ง 3 ด้าน ไปพร้อมๆ กัน เพื่อลูกมีพัฒนาการที่ดี เติบโตสมวัย ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม คือ โภชนาการที่ถูกต้อง และสารอาหารที่จำเป็นกับลูกน้อย มาดูว่า 3 สารอาหารเพื่อเสริมสร้าง 3 พัฒนาการหลักของลูกมีอะไรกันบ้าง

3 สารอาหารเพื่อเสริมสร้าง 3 พัฒนาการหลักของลูก

เพราะเด็กช่วงวัย 1-2 ปี เป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโตและมีพัฒนาในทุกด้าน การที่ลูกได้รับอาหารอย่างเหมาะสมครบถ้วนตามความต้องการของร่างกาย จะทำให้เจริญเติบโตอย่างแข็งแรงสมบูรณ์ มารู้จัก 3 สารอาหารเพื่อเสริมสร้าง 3 พัฒนาการหลักของลูก ได้แก่ การเสริมสร้างสมอง ภูมิคุ้มกัน และการเจริญเติบโตที่ดี

children playing at kindergarten

1. DHA (Docosahexaenoic acid) ช่วยในการพัฒนาสมอง และการเรียนรู้

กรดไขมันจำเป็น ในตระกูลโอเมก้า 3 ซึ่งร่างกายคนเราไม่สามารถสร้าง DHA เองได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น DHA เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเซลล์สมองและจอประสาทตา มีหน้าที่สำคัญในการทำงานของระบบประสาทและสมอง DHA จึงเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะ เด็กวัย 1-2 ปี ที่ต้องใช้สมองและสายตามากเป็นพิเศษ เพื่อการเรียนรู้ด้านภาษา ฝึกทักษะความคิดต่างๆ เด็กในวัยนี้จึงควรได้รับ DHA ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่ง DHA พบมากในปลาทะเลน้ำเย็น เช่น ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ปลาแซลมอน สาหร่ายทะเลบางชนิด เป็นต้น

2. LGG (Lactobacillus rhamnosus GG) ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ร่างกายแข็งแรง

ลำไส้ คือระบบภูมิคุ้มกันที่ใหญ่ที่สุด เพราะระบบทางเดินอาหารเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ LGG ที่มีส่วนช่วยในการดูดซึมอาหาร ป้องกันโรคจากแบคทีเรียก่อโรค ลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจ ช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย ทำให้ระบบขับถ่ายของลูกทำงานได้อย่างปกติ ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง พบได้ใน นม โยเกิร์ต เป็นต้น หากลูกมัภูมิคุ้มกันที่ดี ก็จะส่งผลให้เขามีร่างกายที่แข็งแรง พร้อมเรียน พร้อมเล่น อารมณ์ดี และไม่งอแง

3. Calcium ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง เพื่อการเจริญเติบโตที่ดี

สารอาหารจำเป็นต่อการพัฒนามวลกระดูก และฟันให้แข็งแรง ซึ่งถือเป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย คุณพ่อคุณแม่จึงควรบำรุงกระดูกของลูกน้อยด้วย Calcium เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องการเจริญเติบโตแล้ว การได้รับ Calcium ในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยลดการเกิดโรคกระดูกพรุนของลูกน้อยเมื่อโตได้ ซึ่งอาหารที่มีแคลเซียมสูง และร่างกายลูกสามารถดูดซึมได้ดีที่สุดคือ นม และผลิตภัณฑ์นม หากลูกได้รับ Calcium เพียงพอต่อความต้องการ ก็จะส่งผลให้ลูกมีร่างการที่แข็งแรง เจริญเติบโตสมวัยอีกด้วยนะคะ

นอกจาก 3 สารอาหารสำคัญข้างต้น ที่ช่วยเสริม 3 พัฒนาการหลักของลูกแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลเรื่องโภชนาการให้ลูกได้รับประทานอาหารมื้อหลักให้หลากหลาย ครบทั้ง 5 หมู่ อย่างสมดุล และอย่าลืมเสริมด้วยนมสำหรับเด็กที่มีประโยชน์ อุดมไปด้วย 3 สารอาหารสำคัญต่อการสร้างพัฒนาการของเด็กในด้านต่างๆ เพื่อให้สมองและร่างกายของลูกน้อยในแต่ละช่วงวัยได้พัฒนาได้อย่างเต็มที่ ให้เขาเติบโต แข็งแรง เฉลียวฉลาดสมวัย พร้อมเรียนรู้ในทุกๆวัน

อ่านเพิ่มเติม

เข้าร่วมคลับสำหรับคุณแม่ 1000 วันแรก

รับคำแนะนำและแนวทางด้านโภชนาการสำหรับคุณแม่ และการดูแลลูกน้อยทุกช่วงวัย เพียงคลิกเข้าร่วมคลับ

  • nestle mom & me อาหารสำหรับคนท้องสาระน่ารู้ช่วงตั้งครรภ์ และการดูแลลูกน้อย
  • nestle mom & me ปรึกษาเนสท์เล่เรื่องลูกพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้บริการ 24 ชม.
  • nestle mom & me ของฟรีคุณแม่ตั้งครรภ์ ของแจกรอรับข้อเสนอดีๆ อีกมากมายจากเรา

สมัครคลับแม่หมี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง