MyFeed Personalized Content
พัฒนาการลูก 0-36 เดือน
บทความ
Add this post to favorites

โรคมือเท้าปาก โรคฮิตของเด็ก ที่คุณแม่พึงระวัง

หนึ่งในโรคสุดฮิตที่มักระบาดในหมู่เด็กเล็ก คือโรคมือเท้าปาก ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส หากคุณแม่รู้สาเหตุและอาการของโรค ก็จะช่วยป้องกันลูกจากโรคที่อันตรายนี้ได้

1นาที อ่าน มี.ค. 13, 2018

ตรวจสอบข้อมูลทางวิชาการโดย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์พรเทพ ตั่นเผ่าพงษ์

หนึ่งในโรคสุดฮิตที่มักระบาดในหมู่เด็กเล็ก คือโรคมือเท้าปาก ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส หากคุณแม่รู้สาเหตุและอาการของโรค ก็จะช่วยป้องกันลูกจากโรคที่อันตรายนี้ได้

 

โรคมือเท้าปาก

 

โรคมือเท้าปากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสโดยเฉพาะในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (enterovirus) โดยเชื้อโรคอาจเข้าสู่ปากโดยตรง หรือปนเปื้อนมากับน้ำดื่ม และอาหาร มือที่สกปรก อุจจาระ

 

โรคมือเท้าปาก

 

รู้ได้อย่างไรว่าลูกติดเชื้อโรคมือเท้าปาก?

 

อาการที่บ่งบอกโรคมือเท้าปาก

 

● อาการแรกเริ่มของโรคคือ มีไข้ต่ำ ๆ แต่บางรายอาจมีไข้สูงถึง 38-39 องศาเซลเซียส 
● ร้องไห้มากขึ้น เจ็บปากเวลากินอาหารหรือดื่มนม 
● เบื่ออาหาร  ท้องร่วงในบางราย 
● มีผื่นขึ้น ซึ่งจะขึ้นภายใน 1-2 วัน มีลักษณะเป็นตุ่มแดงขนาด 2-3 มิลลิเมตรบนผิวหนัง จากนั้นจะกลายเป็นตุ่มพองใส มีแผลในปาก ตุ่มแดงหรือตุ่มใสเกิดขึ้นในช่องปาก เหงือก และลิ้น มีตุ่มใสขึ้นตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลำตัว และก้น 
● บางกรณีที่พบได้ไม่บ่อย เช่น การติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลางที่มาด้วยอาการซึม ชัก เป็นต้น 
● เด็กที่ป่วยเป็นโรคมือเท้าปากมักหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์และมักไม่มีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ โดยตุ่มน้ำใสจะเริ่มแห้ง หากมีการติดเชื้อหลายจุด อาจเห็นเป็นรอยดวงๆ มีผู้ป่วยส่วนน้อยมากที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ เช่น  เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เป็นต้น ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะทุพพลภาพและเสียชีวิตได้

 

คุณแม่สามารถดูแลลูกน้อยที่ป่วยเป็นโรคมือเท้าปากได้อย่างไร

 

การรักษาโรคมือเท้าปากเป็นการรักษาตามอาการ บางรายอาจจำเป็นต้องให้ยาชาแบบกลั้วปากหากมีอาการเจ็บปากเวลากินหรือกลืน โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยยาหรือการรักษาจำเพาะ เมื่อพบว่าลูกป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก ควรแยกลูกออกจากคนอื่นๆ ประมาณ 7-10 วัน รักษาความสะอาดร่างกายของลูก ตัดเล็บให้สั้นเพื่อหลีกเลี่ยงแผลจากการเผลอเกาในบริเวณที่เป็นตุ่ม พักผ่อนอย่างเพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ให้ลูกดื่มน้ำอย่างเพียงพอ   

ไม่ควรทำให้ตุ่มน้ำใสนั้นแตก เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนที่ผิวหนังได้ หมั่นสังเกตลักษณะและการเปลี่ยนแปลงของแผลที่ผิวหนังและอาการของลูก หากมีไข้สูง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียรุนแรง ชักเกร็ง อ่อนเพลียหรือซึม ควรพาไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที

 

เทคนิคการป้องกันโรคมือเท้าปาก

 

โรคมือเท้าปาก

 

ในปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคนี้ได้ ดังนั้น การป้องกันโรคจึงทำได้โดยการรักษาสุขอนามัยดังต่อไปนี้

• ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังการเล่น การทำกิจกรรมต่างๆ 
• สวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกไปในที่ชุมชน 
• ให้ความสำคัญกับความสะอาดของอาหาร กินอาหารที่ปรุงสุก ดื่มน้ำที่ผ่านการต้มจนเดือด ทำความสะอาดอาหารก่อนนำไปปรุง และป้อน 
• อย่าปล่อยให้ลูกเลียหรืออมนิ้วมือ หรือของเล่นต่างๆ 
• ไม่ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรืออุปกรณ์การรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น 
• รักษาความสะอาดภายในบ้าน ทำความสะอาดของใช้ส่วนตัว ล้างทำความสะอาดและนำของเล่นในห้องน้ำออกผึ่งแดด เช็ดทำความสะอาดของใช้ต่าง ๆ เป็นประจำ เช่น ของเล่น อุปกรณ์การเรียน ลูกบิดประตู ราวจับบันได โต๊ะเขียนหนังสือ เก้าอี้ พื้น เป็นต้น

หากร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกันก็จะต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ไม่ได้ เมื่อติดเชื้อมักจะทำให้เจ็บป่วยได้ง่ายเวลาที่ลูกไม่สบายถือเป็นการตัดโอกาสในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ หากคุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้ลูกป่วยจากโรค ควรส่งเสริมให้ลูกน้อยมีภูมิคุ้มกันที่ดีโดยให้ลูกน้อยได้ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และสามารถเสริมด้วยอาหารที่มีจุลินทรีย์ทีมีประโยชน์ เช่น LPR ที่พบในนมแม่ โยเกิร์ต นมเปรี้ยวและนมบางชนิดอีกด้วย ซึ่ง LPR ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อในทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ จุลินทรีย์มีประโยชน์ LPR เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่ช่วยให้เด็กมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี และเมื่อเด็กไม่เจ็บป่วยก็พร้อมเต็มที่สำหรับการเรียนรู้ในทุก ๆ วัน และแน่นอนว่าเรื่องโรคภัยเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันได้ 

การดูแลเหล่านี้จะช่วยให้คุณแม่สามารถปกป้องลูกน้อยและสมาชิกในครอบครัวจากโรคมือเท้าปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ